<?xml version="1.0" encoding="ISO-8859-1"?>

<!DOCTYPE rss PUBLIC "-//Netscape Communications//DTD RSS 0.91//EN"
 "http://my.netscape.com/publish/formats/rss-0.91.dtd">

<rss version="0.91">

<channel>
<title>โรงพยาบาลสันกำแพง</title>
<link>http://www.skph.org</link>
<description>PHP-Nuke Powered Site</description>
<language>en-us</language>

<item>
<title>วันนี้ของต้อม</title>
<link>http://www.skph.org/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=45</link>
<description>ภาพเด็กหนุ่ม(สาว)วัย 21 ปี   หน้าตายิ้มแย้ม  ใส่เสื้อสีแดงสดใส  วิ่งมาหาทันทีที่รถจอดหน้าอาคารบ้านพักผู้ป่วยสมาคมปราบวัณโรค  ไม่เหลือเค้าการเจ็บป่วยของเธอเลย   
เราพบต้อมครั้งแรกเมื่อต้นเดือน ธค. 51   เธอ Admit   ด้วยอาการกินยาเกินขนาด     ต้อมเป็นชายแต่มีกริยาท่าทางที่แถวบ้านเรียกว่ากระเทย             อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอสันกำแพง  ชีวิตครอบครัว  พ่อแม่แยกทางกัน  แม่ไปแต่งงานมีสามีใหม่  ทิ้งให้เธอและน้องชายอยู่กับพ่อตามลำพัง  ฐานะค่อนข้างยากจน             เธอมีโอกาสเรียนถึงแค่ชั้น ป. 6 ก็ไม่ได้เรียนต่อ  ออกมาช่วยพ่อหารายได้จุนเจือครอบครัว  โดยการปักผ้ารายได้ 60-100 บาท  จุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อมีเพื่อนที่เคยอยู่ในหมู่บ้านกลับมาเยี่ยมบ้านตอนสงกรานต์และชวนเธอไปทำงานที่ต่างจังหวัดเธอเห็นว่าเป็นช่องทางที่จะทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจึงตกลงไปทำงานด้วย  งานที่ทำเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร   จุดนี้เองที่ทำให้เธอมีโอกาสติดเชื้อ  ทำงานอยู่ได้ประมาณ 5 ปี  ก็เริ่มป่วย มักจะมีไข้บ่อย ๆ  ร่างกายเริ่มทรุดโทรมลงเรื่อย ๆ   เมื่อป่วยทำงานไม่ไหวจึงกลับบ้าน    ต้อมสงสัยว่าตนเองจะติดเชื้อ เอช ไอ วี    คิดมากจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ   
การนอนรักษาตัวในครั้งนี้นอกจากติดเชื้อ เอช ไอ วี แล้ว    ยังตรวจพบด้วยว่าเธอป่วยเป็นวัณโรคเสมหะพบเชื้อ   หอผู้ป่วยในส่ง ให้TB คลินิกดูแลต่อ  ให้ยาตามโปรแกรมการรักษา   ต้อมจะไม่เหมือนผู้ป่วยรายอื่นที่เราเคยดูแล     ไม่ยอมรับผลเลือดของตนเอง   ไม่ยอมให้บอกพ่อหรือญาติทราบว่าตนเองป่วยเป็นอะไร   ไม่ยอมให้เยี่ยมบ้าน   รับปากจะดูแลตนเอง  จะกินยาตามที่จัดให้จนครบ  เราก็ต้องยอม...  ทั้งที่รู้ว่า  TB/HIV  คู่หูมรณะที่ถ้าเป็นคู่กันแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งจะทำให้อาการของโรคทรุดลงอย่างรวดเร็ว
หลังให้การรักษาวัณโรคครบ 2 เดือน  ตรวจเสมหะไม่พบเชื้อแล้ว  สุขภาพร่างกายทั่วไปดีขึ้นตามลำดับ   ทำให้ทางเราไว้ใจ  จนถึงเดือนที่  4  เริ่มมีสัญญาณในทางที่ไม่ดี  ต้อมเริ่มไม่มาตามนัด  ต้องโทรตาม   และเมื่อมาพบก็เริ่มสังเกตเห็นอาการที่ผิดปกติ  ผอมลงมาก   ไอบ่อย  เมื่อถามถึงการกินยาก็ยืนยันว่ากินครบทุกครั้ง   เราก็ต้องเชื่อตามที่เธอยืนยัน      จัดยาให้ไปกินต่อที่บ้าน  แต่เมื่อรักษาครบ 5 เดือน  ได้ส่งเสมหะตรวจ  สิ่งที่เรากังวลก็เกิดขึ้นจริง ๆ   พบเชื้อวัณโรคในเสมหะอีกครั้ง  เธอยอมรับว่าหลังครบ 2 เดือน    กินยาไม่ต่อเนื่องกินบ้างไม่กินบ้าง  ในระหว่างที่รอผลเพาะเชื้อเสมหะจากศูนย์วัณโรค  สภาพร่างกายเธอแย่ลงมากน้ำหนักลดลงมากกว่า  10  กิโลกรัม    พ่อพาต้อมกลับมาโรงพยาบาลอีกครั้ง....    แพทย์ให้ Admit ในห้องแยกโรคเพื่อ DOT ยาวัณโรคโดยให้กินสูตรเดิมไปก่อน   การนอนโรงพยาบาลในครั้งนี้เธอเริ่มยอมรับ   ยอมให้ทีมรักษาบอกให้พ่อทราบว่าป่วยเป็นอะไร   ยอมตรวจ CD4  เพื่อพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเอดส์
หลัง Admit ได้ไม่นาน    ได้รับแจ้งจากหอผู้ป่วยในว่า ต้อมไม่ยอมกินยาที่พยาบาลจัดให้  และตอนนี้ไม่สมัครอยู่กลับบ้านไปแล้ว  พอทราบข่าวเราจึงตามไปที่บ้าน  เห็นสภาพเธอนอนบนที่นอนเก่า ๆ  มุมหนึ่งของบ้านที่พ่อจัดไว้ให้  เป็นภาพที่น่าสงสารมาก   พยายามพูดคุยให้กำลังใจ  ให้ลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง   ดึงพ่อกับย่าเข้ามาพูดด้วย  จนเธอยอมที่จะรักษา  และนำเรื่องของเธอเรียนปรึกษาแพทย์เพื่อให้โอกาสเธออีกครั้ง  เธอไม่นอนโรงพยาบาลก็ไม่เป็นไร  นอนอยู่ที่บ้านนั่นแหละ  เราจะนำยาจากโรงพยาบาลไปให้เอง  ซื้อตลับแบ่งยาไปให้  หยิบยื่นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะให้ได้   แนะนำพ่อเรื่องการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ   ดูแลให้กินยาสม่ำเสมอ     ย่าดูแลเรื่องอาหาร  มีเครือข่ายผู้ติดเชื้อและคณะทำงานวัณโรคตำบลช่วยประสานเรื่องเงินช่วยเหลือให้  
MDR TB  รายแรกของสันกำแพงเกิดขึ้นแล้ว   เมื่อผลเพาะเชื้อจากเสมหะพบว่าดื้อต่อ INH และ Rifampicin    จึงรีบประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความช่วยเหลือ    ได้รับอนุเคราะห์จากบ้านพักสมาคมปราบวัณโรคจัดที่พักให้  ดูแลด้านความเป็นอยู่  ให้อาหาร  3  มื้อ มีพยาบาลดูแลช่วงจันทร์-ศุกร์  มีแพทย์จากศวข.10 ตรวจเยี่ยมอาการสัปดาห์ละ  1  ครั้ง  
วันนี้ของต้อม   หลังรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชในครั้งนั้น     ทุกครั้งที่เราไปเยี่ยม  3-4 ครั้งที่ผ่านมา   เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ  น้ำหนักตัวจากเดิม  33  เพิ่มเป็น  48  กิโกรัม......    หนึ่งชีวิตที่กลับมาสดใสอีกครั้ง    วันนี้ต้อมไม่มีความคิดจะทำร้ายตัวเองอีกแล้ว   ลุกขึ้นมาแต่งหน้า  แต่งตัว  ตั้งใจกินยา  ดูแลสุขภาพตนเองให้ดี   ให้ความร่วมมือเข้าร่วมกิจกรรมทุกอย่างในบ้านฯ  เธอเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าแววตาที่มีความหวังว่าจะอยู่ที่นี่   18  เดือน   ที่สมาคมมีการฝึกอาชีพให้ด้วย  มีหลายอย่างที่เธอทำได้ดีโดยเฉพาะด้านการฝีมือ    หลังรักษาหาย    เธอจะกลับบ้านหางานทำช่วยพ่อดูแลน้องชายคนเดียวที่เธอรักมากที่สุด    จะช่วยสังคมมูลนิธิองค์กรต่าง ๆ ถ้ามีโอกาส   
ในส่วนของผู้ปฏิบัติ    ขอขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้อง    ผู้ป่วยรายนี้ให้อะไรเราหลายอย่าง   ในครั้งนั้นหากทุกคนนิ่งเฉยปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม    อะไรจะเกิดขึ้น    สำหรับตนเองแม้เพียงน้อยนิดที่มีส่วนเกี่ยวข้อง    งานเยี่ยมบ้านติดตามผู้ป่วยที่มีปัญหาเป็นเรื่องปกติที่เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติอยู่    แต่......หากใส่ใจเติมรายละเอียดลงไปในสิ่งที่เราเรียกว่า  Routine  Routine  นั้นอีกนิด   ผลที่ได้มันน่าชื่นใจ   เป็นความสุขที่เบ่งบานอยู่ในใจ และเป็นกำลังใจให้เราทำงานอื่นที่ยากกว่านี้ต่อ ๆ ๆ ๆ ไป   
</description>
</item>

<item>
<title>ตรวจสุขภาพเชิงรุก ....บุกถึงที่</title>
<link>http://www.skph.org/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=44</link>
<description>การที่ต้องมารับงานการตรวจสุขภาพในบุคลากรโรงพยาบาลสันกำแพงต่อจากคนที่ทำหน้าที่รับผิดชอบเดิม ซึ่งต้องเรียนรู้แนวทางการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรคที่ผ่านมา จากผู้ที่รับผิดชอบเดิมและจากหน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมกัน เป็นสิ่งที่ค่อนข้างลำบากใจพอสมควรเนื่องจากเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ แต่ด้วยเหตุที่ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากผู้รับผิดชอบเดิมเกี่ยวกับปัญหา-อุปสรรคที่ผ่านมา โดยเฉพาะการที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถตรวจตามวันเวลาที่นัด จึงทำให้ต้องเสียเวลาในการดำเนินงานและยุ่งยาก สรุปผลได้ช้า เกิดความผิดพลาดในข้อมูลการส่งตรวจ 
จากปัญหา-อุปสรรคที่เกิดขึ้นทั้งหมดจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสุขภาพเชิงรุก...บุกถึงที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ของเรา และผู้รับผิดชอบก็สามารถดำเนินการตรวจ สรุปประเมินผลได้ตามเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ก็ต้องมีการเตรียมตัว เตรียมข้อมูลเอกสาร การเตรียมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การสื่อสาร ให้ดีก่อนวันดำเนินการ  
	ผลลัพธ์  จากการดำเนินงานมา 3 ปี ในปีนี้เจ้าหน้าที่ตรวจสุขภาพตามเวลาที่กำหนด คิดเป็นร้อยละ 99.24 (ที่ไม่สามารถครบ 100% ได้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ ที่เหลือได้ถูกนัดหมายจากสถานพยาบาลอื่นแล้วที่ไม่ตรงตามวันดำเนินการ) ซึ่งมีผู้รับการตรวจสุขภาพ คิดเป็นร้อยละ 99.26 ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด
ความสำเร็จทั้งหมดนอกจากการนำข้อมูลเดิมมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุของปัญหาและหาทางแก้ปัญหาโดยการลองปรับเปลี่ยนการทำงาน เพิ่มการสื่อสาร และที่สำคัญความสำเร็จเกิดจากความใส่ใจในสุขภาพของทุกคนและการให้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่งานเวชระเบียน  งานชันสูตร ฝ่ายเภสัชฯ งานการเงิน งานรังสี วคช. OPD และสุดท้ายท่านผู้อำนวยการที่ต้องรับบทหนักในการสรุปผลการตรวจทั้งหมดให้อีกด้วย (ถือโอกาสนี้ขอบพระคุณผู้เกี่ยวข้องมา ณ ที่นี้)<br>
<b>จากบทสรุปนี้ </b>ผู้รับผิดชอบของโรงพยาบาลดอยสะเก็ดและโรงพยาบาลสารภี ได้ขอนำแนวทางไปปฏิบัติ ซึ่งก็รู้สึกว่าเราสามารถนำสิ่งดี ๆที่ทำแล้วสำเร็จ (ที่เขาเรียกกันว่า Best Practice) ให้ผู้อื่นนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป ..............
</description>
</item>

<item>
<title>เรื่องเล่าจากกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน โรงพยาบาลสันกำแพง</title>
<link>http://www.skph.org/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=43</link>
<description>คำว่าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดนั้น ช่างแตกต่างกับเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับสมบัติที่พวกเขาไม่อยากได้ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และจะไม่รับก็ไม่ได้จากแม่ ทั้งนี้แม่ของพวกเขาก็คงไม่ได้ตั้งใจและไม่ทราบมาก่อนว่าลูกของเขาจะมีโอกาสได้รับการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่ แม่บางคนเสียชีวิตไปแล้วทั้งที่ไม่ทราบว่าได้ถ่ายทอดการติดเชื้อเอชไอวีไว้ให้กับลูก ใช่แล้วเรากำลังพูดถึงเด็กที่ได้รับเชื้อเอชไอวี จากมารดาสู่ทารก นอกจากจะได้รับเชื้อเอชไอวีจากแม่แล้ว เด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อ แม่ ได้เสียชีวิตไปแล้ว บางรายก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากญาติที่มีเศรษฐฐานะดี บางรายก็ได้รับความรักจากญาติแต่ขาดซึ่งทุนทรัพย์ในการเลี้ยงดู ให้การศึกษา แต่เด็กอีกกลุ่มหนึ่งนั้นขาดทั้งความรักจากญาติและทุนการเลี้ยงดู จึงต้องขอรับการดูแลจากสถานสงเคราะห์ 
	โรงพยาบาลสันกำแพง มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่ได้รับการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก ทั้งหมดจำนวน 11 ราย มีอายุ ระหว่าง 7  17 ปี  มีเพียง  1 ราย เท่านั้นที่มารดายังคงมีชีวิตอยู่ จะเห็นว่ามากกว่าร้อยละ 90 ต้องอาศัยอยู่กับญาติ โดยในระยะแรกประมาณ 10 ปี ก่อนนั้นเด็กกลุ่มนี้ มีปัญหาการถูกรังเกียจ กีดกันจากสังคม โดยจะมีปัญหาการที่โรงเรียนบางแห่งไม่ยอมรับเด็กเข้าเรียน เนื่องจากครูและผู้ปกครองเด็กคนอื่น ๆ ไม่เข้าใจการอยู่ร่วมกัน และเด็กที่สามารถเข้าเข้าเรียนได้ ก็จะถูกเด็กอื่น ๆ ล้อ ว่าเป็นเด็กติดเชื้อ  ถึงแม้ว่าขณะนี้จะไม่มีการปฏิเสธเด็กเข้าเรียนหนังสือแล้วแต่เด็กหลาย ๆ คนก็เคยผ่านประสบการเหล่านั้นมาก่อน 
ทางด้านสุขภาพนั้น ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์จำนวน 9 ราย เด็กกลุ่มนี้จะต้องมารับยาต้านไวรัสเดือนละ 1 ครั้ง ตามระบบบริการของโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพและส่งเสริมการรับประทานยาต้านไวรัสอย่างครบถ้วน ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ สำหรับเด็กที่ยังไม่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส เนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันโรคยังคงสูงอยู่ 2 ราย ก็ต้องได้รับการติดตามดูแลสุขภาพ และติดตามตรวจเลือดเพื่อประเมินระดับภูมิต้านทานโรคอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ ทั้งนี้พบว่าเด็กมีปัญหาการต้องขาดเรียนในวันที่ต้องมารับบริการที่โรงพยาบาล นอกจากนั้นแล้วบางรายก็มีปัญหาผลการเรียนอ่อน ไม่ทันเพื่อนร่วมด้วย นอกจากนั้นการให้บริการในวันที่มีคลินิกบริการร่วมกับผู้รับบริการผู้ใหญ่นั้นพยาบาลก็ไม่สามารถให้บริการแก่เด็กกลุ่มนี้ได้อย่างเต็มที่เนื่องจากเด็กต้องรีบไปเรียนต่อ บางครั้งเด็กมีกิจกรรมที่โรงเรียนเช่นการสอบหรือกิจกรรมพิเศษอื่น ๆ ไม่สามารถขาดเรียนได้ ก็ให้ญาติมารับยาแทน ซึ่งบริการจะขาดการตรวจสุขภาพและกิจกรรมการส่งเสริมการรับประทานยา เป็นผลต่อการรับประทานยาต้านไวรัสและการดูแลตนเองของผู้ป่วย ดังนั้นจึงมีเด็กดื้อยาต้านไวรัสจำนวน 2 ราย คิดเป็นร้อยละ 22.22 ซึ่งถ้าไม่ปรับระบบการดูแล มีแนวโน้มว่าจะมีเด็กดื้อยาต้านไวรัสจำนวนมากขึ้น 
 กรณีที่เด็กดื้อยาต้านไวรัสนั้นจะมีความยากลำบากมากขึ้น เด็ก 1 ใน 2 คนที่ดื้อยา เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กนิดเดียว อายุ แค่ 8 ขวบ และผู้ดูแลก็เป็นผู้สูงอายุ ดังนั้นจึงมีปัญหาในการรับประทานยา เนื่องจากเด็กต้องได้รับการเปลี่ยนสูตรยาต้านไวรัสที่มีความยากลำบากในการรับประทานเพราะเป็นยาที่มีหลายชนิดและมีเม็ดใหญ่กว่าเดิม ยาต้านไวรัสบางชนิดไม่มียาสำหรับเด็ก ดังนั้นจึงต้องรับประทานยาผู้ใหญ่โดยต้องแบ่งเม็ดยา ซึ่งหากเภสัชแบ่งยาไว้ให้เลย ก็อาจมีผลต่อประสิทธิภาพของยาและยาอาจแตกเพิ่มมากขึ้นจากการขนย้ายยาทำให้ขนาดยาไม่เพียงพอ  ดังนั้นเพื่อให้ยามีประสิทธิภาพสูงสุด จึงต้องสอนให้ผู้ดูแลเป็นผู้แบ่งเม็ดยาอย่างถูกต้อง และระยะแรกที่เปลี่ยนสูตรยาเด็กจะรับประทานยายากมาก ดังนั้นจึงต้องมีการให้ผู้ดูแลพาเด็กมาจัดยาและให้เด็กรับประทานยาต่อหน้าพยาบาล บางวันพยาบาลไปดูแลการรับประทานยาที่บ้าน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ และนอกจากนั้นยังช่วยจัดยาให้เป็น singer pack เด็กถึงสามารถรับประทานยาได้เองอย่างถูกต้อง ผ่านไปประมาณ 3 เดือน จึงสามารถจัดยาได้เองอย่างถูกต้อง แต่ยังต้องมีการตรวจนับเม็ดยาทุกครั้งที่มารับยา เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 3 ปี เกิดอาการข้างเคียงจากการรับประทานยาต้านไวรัส ซึ่งทำให้เด็กมีอาการไขมันย้ายที่ มีอาการตัวเล็ก แก้มตอบ แขน ขา ลีบ ไม่สามารถเปลี่ยนสูตรยาในชุดสิทธิประโยชน์บัตรประกันสุขภาพได้ เนื่องจากผู้ป่วยมีภาวะซีดร่วมด้วย ญาติไม่สามารถพาไปปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลนครพิงค์ ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเอดส์ได้ จึงได้ประสานมูลนิธิรักษ์ไทยซึ่งมีเจ้าหน้าที่ไปทำกิจกรรมกลุ่มส่งเสริมการดูแลตัวเองของเด็กในคลินิกโรงพยาบาลนครพิงค์ ขอช่วยพาเด็กไปรับการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางและได้รับเข้าโครงการขอรับยาต้านไวรัสจาก PHPT ซึ่งจะจ่ายยาให้ครั้งละ 3 เดือนและให้โรงพยาบาลสันกำแพงเป็นผู้จ่ายยาให้ทีละ 1 เดือนและติดตามสุขภาพ ตลอดจน adherence ในการรับประทานยาต้านไวรัส
ดังนั้นทางกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัว โรงพยาบาลสันกำแพงจึงได้จัดคลินิกพิเศษ สำหรับเด็กติดเชื้อเอชไอวีขึ้นในวันพฤหัสบดีแรกของทุก ๆ เดือน เวลา 15  19 น. โดยเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการไม่ขอรับค่าตอบแทนเพิ่ม นอกเหนือจากการตรวจสุขภาพ การจ่ายยาต้านไวรัสแล้ว ยังมีกิจกรรมกลุ่มให้ความรู้ และส่งเสริมการดูแลตนเองของเด็กทั้งในเรื่องการดูแลสุขภาพทั่วไป การรับประทานยาต้านไวรัส ตลอดจนการปรับตัวเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นและสังคม  สำหรับกลุ่มผู้ดูแลเด็กก็สามารถให้ความรู้ ส่งเสริมการดูแลเด็ก ตลอดถึงการช่วยกระบวนการกลุ่มในการแลกเปลี่ยนจากประสบการณ์การดูแลเด็กอีกด้วย ทั้งนี้ทางกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อสันกำแพงรวมใจ และมูลนิธิรักษ์ไทยมาช่วยในการจัดกิจกรรม ต่าง ๆ  ในวันที่มีคลินิกบริการสำหรับเด็กกลุ่มนี้ ผลจากการจัดบริการคลินิกพิเศษได้ 3 เดือน พบว่าเด็กสามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ เด็กมีความคุ้นเคยกับผู้ให้บริการ กล้าพูดคุยมากขึ้นบอกความรู้สึก จากการสอบถามเด็กมีความรู้มากขึ้น ร่าเริงเมื่อร่วมกิจกรรม เด็กกล้าบอกความรู้สึก สามารถแสดงความคิดเห็นเพื่อการพัฒนาระบบบริการที่พวกเขาต้องการได้ 

                <br><br>            จันทร์ฉาย  คืนมาเมือง
            <br><br>สำนักโรคเอดส์และวัณโรค  รพ.สันกำแพง
</description>
</item>

<item>
<title>ชายพิการข้างป่าช้า</title>
<link>http://www.skph.org/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=42</link>
<description>คลินิกวัณโรคได้รับโทรศัพท์จากสถานีอนามัยแห่งหนึ่ง   แจ้งว่าผู้ป่วยที่นัดหมายให้มารับยาวัณโรคต่อ  ไม่มาตามนัด  จึงได้วางแผนเยี่ยมบ้านติดตามผู้ป่วยในบ่ายวันนั้นทันที     
ลุงพัฒน์คือบุคคลที่เรากำลังกล่าวถึง  ชายพิการ  อายุ  50  ปี   ผมยาวรุงรัง  เดินโดยใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุง   ถูกส่งต่อจากแผนกผู้ป่วยนอกเพื่อขึ้นทะเบียนผู้ป่วยวัณโรครายใหม่    ให้ความรู้เรื่องโรค  การปฏิบัติตัว  ชี้แจงแผนการรักษา  จัดยาระยะให้ตามคำสั่งแพทย์  2  สัปดาห์   นัดหมายให้รับยาต่อที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน  และให้กลับมาที่คลินิกอีกครั้งเมื่อกินยาครบ  2  เดือน  ส่งต่อข้อมูลการรักษาพร้อมจัดยาจนครบ  2  เดือนให้สถานีอนามัยใกล้บ้านเพื่อส่งมอบยาต่อให้ผู้ป่วยที่มารับยาต่อตามนัดหมาย   
สิ่งที่เราเห็นขณะที่พยายามสืบเสาะหาอยู่นานจนพบบ้านผู้ป่วย    ลักษณะเป็นบ้านปูนชั้นเดียวหลังเล็ก ๆ  มุมถนนข้างป่าช้าประจำหมู่บ้าน  อยู่ห่างจากบ้านเรือนหลังอื่นประมาณ  200  เมตร   สภาพภายนอกรกรุงรัง ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่และเถาวัลย์ต่าง ๆ   อสม.ที่นำทางให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เห็นลุงพัฒน์ครั้งสุดท้ายในงานศพคนในหมู่บ้านเมื่อ 7-8 วันก่อน   ลุงพัฒน์เป็นคนในหมู่บ้าน   มีอาชีพรับจ้างทั่วไป  ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำ  พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว  สถานภาพสมรสโสด  ก่อนหน้าที่จะมาอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าช้า  เคยอาศัยอยู่กับครอบครัวพี่ชายที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว  เป็นบ้านที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้  แต่ต่อมาพี่ชายได้ขายบ้านย้ายครอบครัวไปอยู่ที่อื่น   มีลุงพัฒน์เท่านั้นที่ยังอยู่ต่อในหมู่บ้าน  โดยย้ายจากบ้านเดิมที่ขายไปแล้วมาปลูกเพิงข้างป่าช้าอาศัยอยู่  บ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบันเป็นบ้านที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างขึ้นโดยใช้งบประมาณของท้องถิ่นเมื่อประมาณ  2  ปีก่อน    สภาพที่อยู่อาศัยทำให้พวกเรารู้สึกกลัวลึก  ๆ  ทำใจดีสู้เสือลงจากรถ  ยืนบนถนนตะโกนเรื่องชื่อลุงพัฒน์ที่เราคาดว่าคงอยู่ในบ้านที่เปิดประตูแง้มไว้  เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบจึงค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้บ้านมากขึ้น  ใจก็คิดไปต่าง ๆ  นานา    ภาพชายพิการที่ค่อย ๆ พยุงตัวออกออกมาพบทีมเยี่ยมบ้าน  ผมยาวยุ่งเยิง  รูปร่างผอมแห้ง  ใส่เสื้อผ้าสกปรกมีกลิ่นเหม็นสาบ   ค่อย ๆ  เปิดประตูออกมาพบ  เมื่อเห็นหน้าเจ้าหน้าที่คลินิกวัณโรค  ลุงพัฒน์พูดขึ้นมาทันทีว่าหมอมาตามให้ผมไปรับยาใช่ไหม   คำพูดที่ทำให้พวกเรารู้สึกหดหู่ขึ้นมาโดยทันทีคือ  เพื่อนคนที่เคยส่งเขาไปโรงพยาบาลวันก่อนได้เสียชีวิตแล้ว  มันกินเหล้ามาก หมอบอกว่าเป็นเลือดออกในกระเพาะอาหาร    มันเป็นเพื่อนคนเดียว   คนสุดท้ายที่ผมมีอยู่  มันตายแล้ว    และทราบอีกว่าตั้งแต่เพื่อนตายลุงพัฒน์ไม่กินยาวัณโรคเลย   จากการพูดคุยจับความรู้สึกของลุงพัฒน์รู้ว่าเขารู้สึกสิ้นหวัง    หมดกำลังใจ  ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อทีมงานได้ช่วยกันพูดคุยให้กำลังใจ    พูดให้ลุงพัฒน์เข้าใจกระบวนการช่วยเหลือ  เกือบครึ่งชั่วโมงที่พูดคุยโต้ตอบกันไปมา  ลุงพัฒน์ยืนยันจะไม่กินยาอย่างเดียว  ปล่อยเขาเถิด  คงไม่ติดใครหรอก  เขาจะไม่ไปไหนจะอยู่แต่ในบ้าน  อีกไม่กี่วันเขาก็ตาย   ที่เผาศพก็อยู่ใกล้ ๆ  ไม่ยากหรอก  พวกเราเข้าใจว่าลุงพัฒน์รู้สึกอย่างไร  ทำไมถึงพูดเช่นนั้น  แต่พวกเราก็ไม่หมดความอดทน  ช่วยกันพูดคุยจนลุงพัฒน์ยอมที่จะรับการช่วยเหลือ   ยอมที่จะกินยาต่อ   ติดต่อประสานงานหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือ     ได้รับเงินช่วยเหลือจากศูนย์ช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่งสันมหาพน  อำเภอแม่แตง  2,000 บาท    กลุ่มเพื่อนเชียงใหม่-ฮิโรชิมา   สนับสนุน  หม้อหุงข้าว  พัดลม  วิทยุกระจายเสียงขนาดเล็ก    และได้รับเบี้ยยังชีพจากองค์กรท้องถิ่นต่อเนื่อง  เดือนละ  500  บาท   ร่วมกับสถานีอนามัยประจำตำบล  องค์กรท้องถิ่น  ทีมอสม.ช่วยกันติดตามดูแล ด้านความเป็นอยู่    ให้กำลังใจในการกินยา   ลุงพัฒน์หยุดดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด  มี อสม. ในหมู่บ้านช่วย DOT  ยาในช่วงระยะเข้มข้นตลอด  2  เดือน  อำนวยความสะดวกในการนัดรับยาต่อนื่อง     จนครบโปรแกรมการรักษา   หลังจำหน่ายจากคลินิก  ได้ติดตามเยี่ยมลุงพัฒน์ที่บ้านอีกครั้งแต่ไม่พบ  ทราบจากอสม.ว่าลุงพัฒน์หายดีแล้ว  ไม่เห็นดื่มเหล้าแล้ว  ไปรับจ้างทำงานในเมืองทุกวัน   จะหยุดเฉพาะวันที่มีงานในหมู่บ้านเท่านั้น  จึงเขียนข้อความติดไว้ที่ประตูบ้านว่าพวกเรามาเยี่ยม
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา  ลุงพัฒน์ได้กลับมาเยี่ยมที่คลินิกวัณโรคอีกครั้ง  ดูจากรูปร่าง  สีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปจากที่พบกันครั้งสุดท้ายมาก    แต่งกายสะอาด  ทรงผมหวีเรียบ  ลองให้ลุงพัฒน์ชั่งน้ำหนักพบว่าเพิ่มขึ้นจากตอนเริ่มรักษาวัณโรคถึง  14  กิโลกรัม  ลุงพัฒน์เล่าให้ฟังว่าหลังจากรักษาวัณโรคจนหายแล้ว   ลุงได้ไปประกอบอาชีพรับจ้างซ่อมรองเท้าอยู่ในเมือง  โดยทุกเช้าจะโดยสารรถรับจ้างประจำทางที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน  ตอนเย็นก็กลับพร้อมกัน  ลุงพัฒน์เล่าให้ฟังด้วยสีหน้าแววตาที่มีความสุขเปี่ยมด้วยความหวังว่า  เจ้าของรถโดยสารรับจ้างเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน     ได้เจอกันโดยบังเอิญที่ร้านขายของชำในหมู่บ้าน  เขารู้ว่าลุงเลิกเหล้าได้แล้ว  จึงชวนไปเป็นลูกจ้างร้านซ่อมรองเท้าในเมือง  ได้วันละ  120  บาท  ร้านอยู่ใกล้คิวรถนั่นแหละ  ลุงเห็นว่าเป็นการฝึกอาชีพไปในตัวจึงตกลงไปทำงาน  ถึงตอนนี้ทำได้เกือบ  6  เดือนแล้ว  เจ้าของร้านใจดีมาก  ถ่ายทอดความรู้ ให้ทุกอย่างและพูดให้กำลังใจเสมอว่าคนเราถ้าขยันไม่เลือกงานไม่มีวันอด   ตั้งแต่ไม่ดื่มเหล้ามีเงินเหลือเก็บผิดกับเมื่อก่อน   ลุงพัฒน์ให้เบอร์โทรฯไว้พร้อมกับบอกว่า  ตอนนี้ตนมีโทรศัพท์แล้วถ้าหมอมีรองเท้าให้ซ่อมหรือมีปัญหาเรื่องคนไข้ดื้อไม่ยอมกินยาให้โทรบอกลุงได้เลย  จะมาช่วยพูดคุยให้   ยกมือไหว้ขอบคุณพวกเราที่ทำให้เขามีกำลังใจ  ต่อสู้ชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้...  นี่แหละค่ะความสุขเล็ก ๆ ของหมอน้อย....
วัณโรค  ส่วนใหญ่มักพบในคนด้อยโอกาส   มีหลายคนถามว่าดูแลผู้ป่วยวัณโรคไม่กลัวหรือ   เข้าใจนะว่าพวกเขาเหล่านั้นคิดอย่างไร   คงได้แต่ยิ้ม   ตอบพวกเขาว่าไม่กลัว   จริง ๆ นะ  ถ้าเรารู้   แล้วป้องกันด้วยแนวทางที่ถูกต้อง  โอกาสติดต่อมาถึงเราน้อยมาก    เรื่องของลุงพัฒน์เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง   ที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่ทำให้พวกเราเศร้าใจ  หดหู่   หลายเรื่องที่ทำให้อิ่มเอมใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์   มีอีกหลายตัวอย่าง   ถ้ามีโอกาสจะทยอยเขียนมาเล่าให้ฟัง   ณ  วันนี้  ยังยืนยันว่าการให้บริการคลินิกวัณโรคมีความสุข   เต็มใจที่จะดูแลและให้บริการผู้ป่วยวันโรค   โรคติดต่อที่สังคมในปัจจุบันยังรังเกียจ   จะสืบทอดเจตนารมณ์  และเป็นข้าราชการที่ดีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ค้นหาคัดกรองกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสติดเชื้อ   ค้นหาผู้ป่วยรายใหม่ให้เร็วที่สุด  ขึ้นทะเบียนและดูแลพวกเขาเหล่านั้นเหมือนญาติมิตรคนหนึ่ง   ให้พ้นจากความทุกข์  ได้รับการช่วยเหลือตามที่พอจะช่วยได้   ดูแลให้ได้รับยาต่อเนื่อง   เพื่อให้หายขาดจากโรค  ตัดวงจรการแพร่กระจายเชื้อ  และลดโอกาสที่จะพบเชื้อวัณโรคดื้อยาหลายขนานที่หลายพื้นกำลังเผชิญอยู่
 
                                              <br><br>  ทับทรวง  ยอดเมือง
                                              <br><br>พยาบาลคลินิกวัณโรค
</description>
</item>

<item>
<title>ความเสี่ยงในฝัน</title>
<link>http://www.skph.org/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=41</link>
<description>
     ผมได้เขียนหัวเรื่องไม่ผิดหรอกครับ  ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า ความเสี่ยง มันเป็นเรื่องที่ออกแง่ลบ  แล้วมันจะเป็นในฝันที่ออกจะแง่บวกได้อย่างไร  ก็ลองอ่านดูนะครับ
     เมื่อสองสามวันก่อน   ได้มีการทบทวนการทำงานของคณะกรรมการความเสี่ยงกัน 
มีการนำข้อเสนอแนะของผู้เยี่ยมสำรวจครั้งก่อนๆมาพิจารณากัน  โดยเฉพาะเรื่องที่ถูกติงไว้หลายครั้ง  เช่น  การจัดลำดับความเสี่ยง และแนวทางการจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้น  เนื่องจากยังขาดความชัดเจนและไม่มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าใจและปฏิบัติได้จริงหรือไม่
     ในการประชุมครั้งนี้ผมค่อนข้างมีความรู้สึกดีกว่าที่ผ่านๆมา  เพราะได้พูดและมีแนวทางการปรับปรุงที่สอดคล้องกับการดำเนินการจริง  การจัดลำดับความเสี่ยงใหม่ที่จะเกิดขึ้นเข้าใจง่าย  ไม่ต้องอ้างอิงจากที่อื่นมากนักซึ่งคำอธิบายบางเหตุการณ์ไม่เกี่ยวกับรพ.ระดับของเราเลยแต่ก็มีในเอกสารเนื่องจากไปนำของที่อื่นมากำหนด  ส่วนแนวทางการจัดการความเสี่ยงใหม่ก็สอดคล้องกับที่เราได้ปฏิบัติจริงและสามารถแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้หลายครั้งมาแล้ว
     จริงๆเราก็มีความต้องการให้มันออกมาแบบนี้อยู่แล้ว  แต่ที่ผ่านๆมามันไม่ได้อย่างที่คิด   
ผมได้ทบทวนดูว่า  บางทีมันอาจเพิ่งเกิดการตกผลึกทางปัญญา  เริ่มแรกอาจต้องไปลอกเลียนแบบของเขามาก่อนโดยที่ขาดการเรียนรู้ที่เพียงพอ  จนระยะเวลาหนึ่งจึงเกิดแนวทางที่เรารู้สึกร่วมกันว่า  มันใช่เลย  
     เหมือนที่มีคนเคยกล่าวถึง กฎแห่งเมล็ดพันธุ์  ที่ว่า
เมล็ดพันธุ์ที่ดีมันมีเวลาเติบโตของมันอยู่  ถ้าได้รับการดูแลที่เหมาะสม  มันจะสามารถเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ตามพันธุ์ของมัน ด้วยเวลาที่มันควรจะเป็น
     ที่สำคัญเราจะเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดีได้หรือไม่  จะปลูกเมื่อไร  นำไปปลูกในดินดีหรือไม่  และได้ดูแลต้นไม้นั้นอย่างดีให้ห่างไกลจากแมลงร้ายหรือภัยต่างๆได้สม่ำเสมอหรือเปล่า

   <br>  ถ้าทำได้ดังกล่าวข้างต้น  พวกเราคงได้ชื่นชมกับต้นไม้ใหญ่ที่เติบโตจากเมล็ดพันธุ์ที่ปลูก ในเวลาที่พวกเราต้องการอย่างแน่นอน
</description>
</item>

<item>
<title>สิ่งที่สัมผัสได้จากการออกตรวจประเมินศูนย์เด็กเล็ก อำเภอสันกำแพง</title>
<link>http://www.skph.org/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=40</link>
<description>หลายวันติดต่อกัน ได้มีโอกาสออกทำงานร่วมกับคุณสังวาลย์ ภิญโญ หรือป้าอี๊ด และคุณพีรพรรณ จอมใจป้อ หรือน้องแต้ม โดยออกตรวจประเมินศูนย์เด็กเล็กที่อยู่ในความดูแลขององค์กรภาครัฐ จำนวน 16 แห่ง ใช้เกณฑ์การประเมินมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ ซึ่งประกอบด้วย 6 ด้าน ของกรมอนามัย แม้จะรู้สึกอึดอัดเพราะพึ่งย้ายมาปฏิบัติงานที่อำเภอสันกำแพงไม่ถึง 2 เดือน ไม่รู้จักพื้นที่ ไม่รู้จักชุมชน ที่สำคัญไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานในด้านนี้มาก่อน แต่ความรู้สึกเริ่มเบาบางลง หากคิดในมุมกลับกัน เพราะนั่นถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ให้ได้เรียนรู้ และได้ประสบการณ์ใหม่ๆ 
ศูนย์เด็กเล็กเปรียบเสมือนบ้านน้อยอีกหลัง ที่พ่อแม่ผู้ปกครอง คาดหวังว่าเมื่อลูกหลานเข้าไปแล้ว จะได้รับการดูแล เป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่หลายแห่งอาจมีความแตกต่างกันคือ โอกาสที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะมองเห็นความสำคัญของเด็กและหยิบยื่นสิ่งดีๆให้กับพวกเขา  ขอยกตัวอย่างศูนย์เด็กเล็กที่ทีมงานรู้สึกถึงความประทับใจและเชื่อมั่นว่าศูนย์เด็กเล็กเล็กแห่งนี้จะเป็นบ้านน้อยที่น่าอยู่สำหรับลูกๆหลานๆ นั่นคือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลสันกำแพง ซึ่งเป็นศูนย์เด็กเล็กที่ตั้งอยู่ในอาคารเดียวกับองค์การบริหารส่วนตำบล จึงทำให้เด็กๆที่อยู่ในศูนย์แห่งนี้ ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้นำท้องถิ่นซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กเป็นอย่างมาก ประกอบกับศูนย์แห่งนี้ มีต้นทุนที่ดีอีกประการหนึ่งคือมีจำนวนครู 3 คนเมื่อเทียบกับเด็กซึ่งมีจำนวน 25  คน ถือว่าสัดส่วนครูต่อนักเรียนอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ครูหนึ่งในนี้เคยมีประสบการณ์ด้านการเรียนการสอนระดับปฐมวัยในศูนย์เด็กเล็กของเอกชน จึงใช้ประสบการณ์ที่มี ปรับเปลี่ยนและพัฒนาศูนย์ให้เป็นสถานที่ที่น่าเรียนรู้สำหรับเด็ก ซึ่งจะสังเกตได้จาก การจัดและตกแต่งสถานที่ได้อย่างสวยงาม เป็นระเบียบ มีการจัดกิจกรรมและริเริ่มในการออกแบบฟอร์มบันทึกกิจกรรมการทำงานด้วยตนเอง ส่วนผู้ประกอบอาหารก็เป็นบุคคลที่มีความรู้เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในองค์การบริหารส่วนตำบล ที่สำคัญไปกว่านั้นขณะที่ทีมงานเข้าไปติดตามการดำเนินงานของศูนย์เด็กเล็กแห่งนี้ ได้รับการต้อนรับ จากท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดตำบล และเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งให้ความสนใจ ซักถาม และรับฟังข้อเสนอแนะที่ทีมงานฯได้เข้าไปร่วมประเมินฯ โดยกล่าวกับทีมงานฯหลายครั้งว่า ขอบคุณที่หมอมาเยี่ยม หมอมีอะไรจะแนะนำ เชิญได้ จากสายตาที่ได้พบเห็น ประกอบกับหลักฐาน และถ้อยคำของท้องถิ่น ทีมงานฯมีความมั่นใจว่า ศูนย์เด็กเล็กแห่งนี้น่าจะเป็นต้นแบบในการพัฒนาการดำเนินงานตามมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ของอำเภอสันกำแพง  
บทเรียนที่ประเมินได้จากการออกตรวจประเมินศูนย์เด็กเล็กหลาย ๆ แห่ง ทำให้เห็นข้อที่เหมือนและแตกต่างของแต่ละพื้นที่ แต่ส่วนสำคัญที่น่าจะทำให้ศูนย์เด็กเล็กผ่านเกณฑ์มาตรฐานศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ นั่นคือ ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการรับรู้ วางแผน และแก้ไขปัญหา ไม่ปล่อยปัญหาให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเพียงลำพัง  

									<br><br>มณี ใจสว่าง
							  <br>   เจ้าพนักงานสาธารณสุข  วคช.
</description>
</item>

<item>
<title>มารู้จัก AA กันเถอะ</title>
<link>http://www.skph.org/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=39</link>
<description>
เมื่อวันที่  3-4 ก.พ. 53 ดิฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรม และสังเกตการณ์การเข้ากลุ่ม AA (Alcoholics Anonymous) หรือกลุ่มผู้ติดสุรานิรนาม  AA เริ่มขึ้นเมื่อปี 1935 โดยนักธุรกิจชาวนิวยอร์ค กับนายแพทย์ชาวโอไฮโอ้ ทั้งสองคนนี้เคยเมามาก ชนิดที่ไม่คิดว่าจะสามารถเลิกได้แล้ว ทั้งคู่พบกันที่โบสถ์และทุกครั้งที่พบกันก็จะพูดคุยปรึกษากัน จนสามารถช่วยเหลือกันและกันให้เลิกสุราได้ ทั้งคู่จึงริเริ่มตั้งกลุ่ม AA ขึ้นครั้งแรกในอเมริกา กลุ่ม AA เป็นการรวมกลุ่มของผู้ที่ติดสุราโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ แบ่งปันประสบการณ์และดูแลช่วยเหลือกันในการแก้ไขปัญหาการดื่มสุรา ก็คล้ายกับกลุ่มช่วยเหลือกันเอง (self help group) ในผู้ป่วยเรื้อรังของไทย สมาชิกของ AA คือ ผู้ที่อยากหยุดดื่มสุรา ถ้าท่านยังไม่อยากหยุดดื่ม หรือเคยลองหยุดดื่มแล้วแต่ทนต่ออาการถอนพิษสุรา (เสี้ยน) ไม่ได้ก็อย่าเพิ่งไปเข้ากลุ่ม AA นะคะ แนะนำว่าท่านควรมารับการบำบัดรักษาในคลินิกเลิกสุราก่อน 
	จุดที่น่าสนใจของ AA คือ เป็นกลุ่มที่เป็นอิสระจากเจ้าหน้าที่ AA จะมีผู้ที่มีประสบการณ์ในการเข้ากลุ่มทำหน้าที่เป็นแกนนำกลุ่ม เจ้าหน้าที่เพียงแต่ให้การสนับสนุน/อำนวยความสะดวกด้านสถานที่ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆAAไม่ยุ่งเกี่ยวกับองค์กรใด ๆ ไม่ใช่ศาสนาหรือลัทธิใด ๆ AA ต้องพึ่งพาตนเอง ไม่รับเงินบริจาคจากที่อื่น เพราะไม่ต้องการให้มีการนำชื่อ AA ไปใช้ประโยชน์ในทางอื่น AA ประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 12 ขั้นตอน การเข้ากลุ่ม AA แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หรืออาจจะมากกว่าขึ้นอยู่กับความสะดวกของสมาชิก เนื้อหาสาระหรือประเด็นในการประชุมก็แล้วแต่สมาชิกจะกำหนด จะมีเฉพาะขั้นตอนเปิด-ปิดการประชุมที่ต้องทำเหมือนกันทุกครั้ง เวลาประชุม สมาชิกจะพูดทีละคน และไม่พูดสวนกัน สมาชิกทุกคนจะมีโอกาสได้พูด เพียงแต่จะพูดหรือเปล่า เท่าที่สังเกตดูสมาชิกคนไทย (โดยเฉพาะคนบ้านเฮา) จะชอบฟังมากกว่าพูด ในความคิดเห็นส่วนตัวดิฉันคิดว่าการได้พูดแบ่งปันประสบการณ์หรือการพูดถึงปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกมากกว่าการมานั่งฟังเฉย ๆ  ดิฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากลุ่ม AA จะเหมาะสมกับคนไทยหรือเปล่า ? ? เพราะคนบ้านเราส่วนใหญ่ยังขาดวัฒนธรรมในการดูแลสุขภาพตนเอง ต้องพึ่งหมอ พึ่งยาตลอด ที่สุด ๆ ก็พึ่งไสยศาสตร์ ในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานยาเสพติดก็รู้สึกหนักใจเหมือนกัน เพราะโรงพยาบาลสันกำแพงได้รับเลือก (อีกแล้ว) ให้เป็นโรงพยาบาลนำร่อง 1 ใน 4 ของโรงพยาบาลชุมชนในการจัดตั้งกลุ่ม AA มีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีก 3 โรงพยาบาล คือ รพ.อมก๋อย  รพ.สะเมิง และ รพ.จอมทอง ซึ่งทีมงานก็เลือกพื้นที่ตำบลบวกค้างเป็นพื้นที่นำร่อง ใช้สถานีอนามัยป่าตาลเป็นสถานที่นัดพบกลุ่ม เริ่มกลุ่ม 2 ครั้งแล้ว ปรากฏว่าสมาชิกมาไม่ครบ และที่สำคัญมีคนดื่มเหล้ามาร่วมกลุ่มด้วย ทำให้สมาชิกคนอื่น ๆ ไม่มีสมาธิ แกนนำกลุ่มไม่สามารถดำเนินกลุ่มต่อได้ เพราะแกนนำเราก็ไม่ค่อยมีความมั่นใจอยู่แล้ว พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ แกนนำรีบปิดกลุ่มเลยค่ะ สรุปแล้วการเข้ากลุ่ม 2 ครั้งที่ผ่านมายังไม่เข้าสู่ 12 ขั้นตอนของ AA  ก็ไม่เป็นไรค่ะ อย่างน้อยเราก็รู้ปัญหาอุปสรรค และหาแนวทางแก้ไขในการเข้ากลุ่มครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นในวันศุกร์นี้  ลืมบอกไปว่าการประชุมกลุ่ม AA ของตำบลบวกค้างเราจัดทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป ที่สถานีอนามัยป่าตาล เจ้าหน้าที่ท่านใดสนใจก็เข้าร่วมสังเกตการณ์ได้ หรือจะพาคนใกล้ชิดที่ต้องการเลิกเหล้าไปเข้ากลุ่มได้ค่ะ ตอนนี้เราต้องการแกนนำกลุ่มที่จะจัดตั้งกลุ่มAAในโรงพยาบาล รีบสมัครด่วนนะคะ  ไม่เสียค่าธรรมเนียมใด ๆ มีของแถม  คือ แพคเกจทัวร์ในจังหวัด (ประชุมสัญจร)  อมก๋อย สะเมิง จอมทอง และโรงพยาบาลสวนปรุง และถ้าเราสามารถขยายเครือข่ายได้ก็อาจจะมีแพคเกจทัวร์ต่างจังหวัดแถว ๆ ชายทะเลแถมให้ด้วยค่ะ ฝากประชาสัมพันธ์ต่อด้วยนะคะ  
        <br><br> สุภาภรณ์  สมพาน
	<br>พยาบาล วคช.

</description>
</item>

<item>
<title>เรื่องเล่าเทคนิคบริการต่างด้าว( การสอนนับลูกดิ้น )</title>
<link>http://www.skph.org/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=38</link>
<description>
ในแผนกฝากครรภ์ ของโรงพยาบาลสันกำแพง  ในทุกๆเช้าวันพุธจะมีผู้รับบริการเป็นจำนวนมาก บางวันต้องเอาเก้าอี้เสริมไปถึงหน้าห้องน้ำทั้งหญิงและชาย ถ้าอยู่ชั้น4ท่านจะสังเกตุเห็น จนท.ของห้องฟัน  ขึ้นไปใช้บริการสุขารมย์เป็นประจำทุกวันพุธ  ในจำนวนหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการส่วนใหญ่จะเป็นต่างด้าวสัญชาติไทยใหญ่ คิดเป็น45%  แล้วนะ (ผอ.ต้องส่ง จนท. วคช.ไปอบรมภาษาพม่าที่ย่างกุ้งซะแล้ว )
พูดถึงขาประจำ บางคนตั้งท้องลูกคนที่2แล้วก็มี ทำเป็นชมเราว่า หมองามขึ้นจำได้ก่อ หมะก่อเฮาก่อมาฝ่าต๊อตี่นี้  ( ใครจะไปจำได้ชื่อของหล่อนแต่ละคนเช่นชื่อนางเมล์ นามสกุล มีบุญ อีกคนก็ชื่อ เมย์  มีบุญเหมือนกันอีก  หรือนางยี่หมี่ .. ไม่มีนามสกุลอีกต่างหากครั้นจะเอาชื่อสามีมาidentifile( แยกชื่อ) สามีดั้นชื่อเหมือนกันอีก จำชื่อนายจ้างไม่ได้อีก จำต้องเอาเบอร์ โทรศัพท์เป็นตัวแยก  งานนี้สร้างความปวดหัวให้จนท.ได้ดีทีเดียว  )แต่บางคนก็น่ารักกลัวหมอไม่ลูกค้าสร้างเครือข่ายบอกต่อๆกันไปชวนกันมาฝากท้อง แต่เขาดีอย่างนะต่างด้าวนี่มาฝากตั้งแต่ อายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ( ผิดกับคนไทย  32 สัปดาห์ by size ..ไม่รู้ว่าท้องค่ะ มาเดี่ยวอีกต่างหากนะ ) บางคนย้ายไปอยู่ ช้างเผือก   สันทราย สารภี  หางดง  ก็ยังอุตส่าห์มา ลองถามเล่นๆ ก็บอกว่า หมอที่นี่ใจดี  ตรวจแล้วได้เห็นลูก ( คงu/s มั้ง) ได้ยินเสียงหัวใจลูกเต้นด้วย (จะลองสำรวจก่อนว่าที่อื่นมีเครื่อง sonicate หรือเปล่า )     นี่ถ้าเป็นสมัยที่แจกน้ำเต้าหู้ด้วยคงติดใจมากกว่านี้ 
พูดถึงการแจกน้ำเต้าหู้นี่เมื่อก่อนมีความคิดว่า เวลาวันเกิด แต่ละปีมักจะตรงกับวันทำงานเลยไม่ค่อยได้ทำบุญทำทานกับเขาเท่าไหร่  จึงปรึกษาหารือกันในฝ่ายว่าจะขอรับบริจาคเงินในfloor 3 ก่อนว่าจะบริจาคเงินตามจิตศรัทธาในเดือนเกิดของแต่ละคน จนต่อยอดไปถึง OPD.  ward. จนท.สอ.ที่เห็นดีเห็นงามด้วย  แต่ทำได้ ประมาณ1ปี คนทำก็เบื่อ เอ๊ยไม่ใช่แต่ มีภารกิจยุ่งเหยิงจึงไม่ได้สานต่อ    ( ถ้าผอ.เห็นดีด้วยก็กระซิบผ่านหน.ฝ่ายนะคะ)
เรื่องความหนักใจอีกเรื่องหนึ่งที่สร้างความขบขันกันในฝ่ายก็คือ การสอนต่างด้าวนับลูกดิ้น เพราะถือว่าการนับลูกดิ้นเป็นสิ่งที่สำคัญละเลยไม่ได้เพราะมีตัวอย่างมาแล้วขนาดคนไทย ทำงานอยู่ในรพ.ทำงานเพลินจนลืมนับ ก็คงคิดว่าลูกดิ้นอยู่ มารู้ตัวอีกที ช่วยไม่ทันแล้ว 
</description>
</item>

<item>
<title>อิ่มใดใดไม่เท่า.........อิ่มใจ</title>
<link>http://www.skph.org/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=37</link>
<description>

อิ่มใดๆ โลกนี้ไม่มีเทียบเทียม..............................<br><br>

              เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้มีโอกาสช่วยงานคลินิกฝากครรภ์ ซึ่งบังเอิญวันนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจครรภ์อยู่ไม่ครบ ดิฉันจึงได้ช่วยพี่ๆตรวจครรภ์ ซึ่งเป็นวันที่ลูกค้า (หญิงตั้งครรภ์ ดิฉันมักจะเรียกผู้รับบริการรวมทั้งญาติหรือผู้ที่มาติดต่องานทุกคนว่า .....ลูกค้า) นั่งรอตรวจประมาณ 20-30 ราย ขณะที่ดิฉันตรวจคนที่ 4 เสร็จ ได้เดินออกมาเพื่อนำข้อมูลไปให้น้องนฤมลลงข้อมูล ก็มีลูกค้าชายแต่งกายสุภาพ คนหนึ่งไม่ทราบชื่อเดินเข้ามาหา แล้วพูดว่า ขอโทษครับ ผมขอรบกวนเวลาพี่หน่อยได้ไหมครับ (พูดภาษากลาง) ดิฉันตกใจคิดว่า อาจถูกตำหนิหรือสอบถามข้อมูลหรือขอความช่วยเหลือบางอย่างแน่นอน จึงได้เชิญลูกค้าเข้าไปนั่งในห้องคลินิกฟ้าใส เขาได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อเดือนที่ผ่านมาภรรยาเขามาฝากครรภ์ตามนัดที่นี่ แล้วกลับไปเล่าให้เขาฟังว่า รู้สึกถูกใจพยาบาลคนหนึ่ง  ไม่ทราบชื่อ ที่ตรวจให้เดือนก่อน ที่ไม่ตำหนิเขาซักคำ ที่เขาคิดไปทำแท้ง คิดทำลายเด็ก ไม่ดูแลตัวเองและมาฝากครรภ์ช้า เนื่องจากเขายังสับสน ไม่พร้อมมีภาระมากมาย วันนี้เขาจึงขอมาโรงพยาบาลพร้อมกับภรรยา ภรรยาได้ชี้ให้เขาดู
	            ลูกค้าคนนี้ บอกต่อว่า วันนี้ผมตั้งใจมาเชิญพี่ไปทานอาหารเย็นที่บ้าน เพื่อขอบคุณ ดิฉันจึงตอบว่า ไม่เป็นไรคะ ดิฉันทำตามหน้าที่ และพูดเล่น ๆ ต่อว่า ถ้าพยาบาลไปทานจริงจะเลี้ยงอะไรเขาก็ตอบว่า อะไรก็ได้ที่พี่อยากทาน ดิฉันหลงดีใจว่าโอ้โฮขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วเขาก็พูดต่อว่าพอดีบ้านผมเปิดร้านอาหารนะครับ ดิฉันเลยต้องอ๋อ (ถึงว่าอยากทานอะไรก็ได้ แฮะ แฮะ แอบขำ) 
	           จนถึงวันนี้ดิฉันยังรู้สึก....อิ่ม...ไม่หาย ถึงแม้จะไม่ได้ไปรับประทานอาหารตามคำเชิญของลูกค้าก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาที คำชมแค่ไม่กี่ประโยคที่ลูกค้าถ่ายทอดให้เราได้ยิน ได้รับรู้ ก็สามารถทำให้หัวใจของข้าพเจ้าดิฉันพองโต จนคับแน่นอกได้อย่างไม่รู้ตัว ดิฉันจึงมีกำลังใจในการให้บริการลูกค้าทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยกไม่ว่าจะเป็นใคร จะรู้จักหรือไม่ เป็นญาติหรือไม่ก็ตาม ถึงแม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้วดิฉันก็ยังจำไม่ได้ว่าลูกค้าคู่นี้เป็นใคร เจอที่ไหนก็คงจำหน้าไม่ได้แน่แต่ความ อิ่มใจ ที่ได้รับจากเหตุการณ์ครั้งนี้จะคงอยู่ในความทรงจำตลอดไป
 							
							<br><br>
พีรพรรณ   จอมใจป้อ
                                                                                                                <br>
  8  กุมภาพันธ์  2553
</description>
</item>

<item>
<title>สมาธิ สติ และการทำงาน</title>
<link>http://www.skph.org/modules.php?name=News&amp;file=article&amp;sid=32</link>
<description>         ในโลกปัจจุบันนี้  มีคนนำเอา สมาธิ สติ ไปใช้ในการทำงานเป็นอย่างมาก ทั้งที่นำเอาไปใช้แบบตั้งใจ และเอาไปใช้แบบไม่ตั้งใจ<br>
         เช่น  การกล่าวทักทายลูกค้าเวลาเดินเข้าร้านค้าที่เราพบได้จากร้านสะดวกซื้อในปัจจุบัน  จริงๆแล้วได้ประโยชน์สองต่อ คือ หนึ่ง เป็นการทักทายลูกค้า สอง เป็นการเตือนให้ผู้ให้บริการได้มีสติกับการให้บริการลูกค้าไม่ใช่ทำงานอื่นจนเพลินไป  นอกจากนี้ในการออกแบบอุปกรณ์ที่ต้องใช้ความเร็วสูงก็ต้องออกแบบที่ให้คนได้มีสติและมีโอกาสควบคุมได้เองมากกว่าจะให้ระบบอัตโนมัติทำงานซะหมด ไม่ว่าจะเป็นรถแข่งหรือเครื่องบินรบก็ตาม
</description>
</item>

</channel>
</rss>